วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557

พญานาค การบูชาพญานาค



คาถาบูชาพญานาค  (ภาษากูโบ๊ต)
จุดธูป 9 ดอก หรือ 7 ดอก พวงมาลัย หรือ ดอกบัวสีแดง และน้ำเปล่า 1 แก้ว      สวดภาวนา 9 จบ หรือ 7 จบ
                  โอม นาคี นาโค พอ ตอลีวี ตา เด บัน ไต เค ลา นา มัก ไต เอ็ม พา ซาน กอ เดี๊ย ฮู มู ซอ ตัน มา เฮ กู ดัม บา โฮ โซ คัม คัม นา ได บันยัง
คาถาบูชาพญานาค 
        ตั้ง นะโมฯ 3 จบ
***นะติตัง พญามะ นาคายะ
อภินัง นาคา สาธุโนภันเต ยะมะ ยะมะ***
คาถาอัญเชิญพญานาค
ตั้งนะโม 3 จบ
นะมามิ ลิละ สาเข ปัตถะ ละปะ ธัมเม สะคะลับตี
สะเยตานาคะ ลาเชนะยะปิสะโตฯ
พระคาถาถวายการสักการะบูชา
เอหิสังคัง ปิโยนาคะ สุปันนานัง มะยัง
     *****ถ้าจะกราบไหว้เป็นองค์ๆก็ได้ครับ******     นะโมฯ 3 จบ
           กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา (ชื่อพระนามอย่างเช่น องค์ วาสุกรีนาคราช,อนันตนาคราช,ภุชงค์นาคราช,นาคาธิบดีศรีสุทโธ,) วิสุทธิเทวาปูเชมิ          ถ้าเป็นองค์นางพญานาคี ก็เปลี่ยนเป็น นางพญานาคิณีศรีปทุมมา วิสุทธิเทวีปูเชมิ
อย่างเช่น
พญานาคราชท้าววาสุกรี     นะโม ฯ  3   จบ   แล้วท่อง       กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา วาสุกรีนาคราช วิสุทธิเทวาปูเชมิ
หรือ          กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา นาคาธิบดีศรีสุทโธ วิสุทธิเทวาปูเชมิ
หรือ           กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา นางพญานาคิณีศรีปทุมมา วิสุทธิเทวีปูเชมิ

คาถาบูชาอีกบทหนึ่ง
นาคเทวะ ปรี ตา ภวันติหะ คานติมาปโนติ เวน วิภี สัมศานติ โลก มา สาทยะ โมทเต ศาศติช สมาช
     หรือแบบย่อ ก็                คัด สะ มะ อุ มะ     9 จบ
คาถาบูชา พญานาคทั้งปวง
นะโม 3 จบ
ข้าพเจ้าขอไหว้วอนเทพเจ้านาคาสัมมาทิฐิลงมาอยู่ บนเกล้ากระหม่อม
ข้าพเจ้าขอไหว้วอนเทพเจ้านาคาสัมมาทิฐิลงมาอยู่ในดวงตา
ข้าพเจ้าขอไหว้วอนเทพเจ้านาคาสัมมาทิฐิลงมาอยู่ในหู
ข้าพเจ้าขอไหว้วอนเทพเจ้านาคาสัมมาทิฐิลงมาอยู่ที่ปาก
ข้าพเจ้าขอไหว้วอนเทพเจ้านาคาสัมมาทิฐิลงมาอยู่ที่แขน ที่ขา
ข้าพเจ้าขอไหว้วอนเทพเจ้านาคาสัมมาทิฐิลงมาอยู่ปลายลิ้น
ข้าพเจ้าจะทำการสิ่งใด ขอให้ได้รับผลเหนือความคาดหมาย
พุทธะคุณัง ธัมมะคุณัง สังฆะคุณัง เมตตาคุณัง อรหังเมตตา
พุทธจิตตัง จิตตังมะมะ พุทธานุภาเวนะ
ธัมมะจิตตัง จิตตังมะมะ ธัมมานุภาเวนะ
สังฆะจิตตัง จิตตังมะมะ สังฆานุภาเวนะ
นะโมมามา คนมามีมา นะมามีมา เงินมามีมา คนมากับเงิน เงินมากับคน

(  บทนี้ได้มาจากวัดคุณแม่จันทา นะครับ )

การบูชาพญานาค..ฉบับวัดถ้ำแฝด
สิ่งแรกที่ต้องมี คือ องค์พญานาคจะเป็นรูปแบบใดก็ได้ที่สื่อถึงองค์พญานาค
จากนั้นตั้งอัญเชิญท่านไว้ที่กลางที่อ่างน้ำ ( ใช้อ่างดินแบบที่จัดสวนก็ได้ ) นำ
ลูกแก้ว แบบใสๆ วางในอ่างน้ำตั้งตรงหน้าองค์ท่าน เติมน้ำให้เต็มอ่างโรยดอกมะลิพอประมาณ ใส่
ออกซิเจนทำน้ำพุก็ได้ เพื่อความสวยงามในการบูชาองค์ท่าน จากนั้นตั้งองค์
ท่านไว้หน้าบ้าน โดยมีโต๊ะบูชาวางตรงหน้าอ่างน้ำ ของที่ต้องตั้งบนโตะบูชามี
พานพุ่ม ขั้นเงิน-ขันทองใส่นำจนเต็มถ้าเป็นน้ำเย็นได้ก็ดีเปลี่ยนทุกๆวัน ผลไม้
ขนมหวานสำหรับบูชา เว้นของคาวนะ และน้ำดื่ม 1 แก้วใหญ
บทสวด
ตั้งนะโม 3 จบ
ปิโยเทวมนุสานัง ปิโยพรหม มานมุตตะโม
ปิโยนาคสุปันนาทัง ปินินทริยังนะมามิหัง
เอหิ เอหิ ศรีสัตตนาคราชมหาฤทธา อุปะวะทะยะจะอะสะ
ภะระมะจะ จะภะกะสะ นะมะพะทะ
แบบย่อ
อะงะสะ



องค์พญานาคราช และเครื่องบวงสวง วันถวายพระนาคปรก
ที่วัดถ้ำศรีมงคล (วัดถ้ำเพียงดิน )
อำเภอสังคม  จังหวัดหนองคาย

               สุมะโน สุมะนะจะโล                        อะระวาเฬระปัตตะโก
               จัมเปยโย  มุจะลินโท  จะ                 กัมพะโล  ภุชะคิสสะโร
               สุมนะนาคราช  สุมนจละนาคราช    อรวาฬะนาคราช
(เอฬปัตตกะนาคราช จัมเปยยะนาคราช มุจลินทะนาคราช กัมพละนาคราชผู้เป็นใหญ่)

                   กาละนาโค มะหากาโฬ                  สังขะปาโล  มะโหทะโร
                   มะณิกัณโฐ  มะณิอักขิ                   นันทะนาโคปะนันทะโก
(กาละนาคราช  มหากาฬะนาคราช  สังขปาละนาคราช   มโหทระนาคราช
มณิกัณฐะนาคราช  มณิอักขินาคราช  นันทะนาคราช  อุปนันทะนาคราช)

                   วะรุโณ  ธะตะรัฏโฐ  จะ               กุงคุวิโลปะลาละโก
                   จิตระนาโค   มะหาวีโร                 ฉัพยาปุตโต  จะ วาสุกี
(วรุณะนาคราช  ธตรัฏฐะนาคราช  กุงคุวิละนาคราช  อปลาลกะนาคราช
จิตระนาคราช  มหาวีระนาคราช  ฉัพยาปุตตะนาคราช  วาสุกีนาคราช)

                   กัณหาโคตะโม  ภุชะคินโท            อัคคิธูมะสิโข  ตะถา
                   จูโฬทะโร  อะหัจฉัตโต                 นาคา  เอราปะถาทะโย
(กัณหาโคตรมะนาคราช  นาคผู้เป็นจอมนาค  อัคคิสิขะนาคราช  ธูมะสิขะนาคราช
อหิจฉัตตะนาคราชจูโฬทระนาคราชพญานาคทั้งหลายมีเอระปะถะนาคราชเป็นต้น

                   อาสีวิสา  โฆระวิสา                       เย  สัพเพ  นะยะนาวุธา
                  ชะลัฏฐา วา ถะลัฏฐาวา                 ปัพพะเตยยา  นะทีจะรา
                   กะโรนตุ  โน มะหาโสตถิง            อายุมาโรคิยัง  สะทา
(หมู่นาคราชทั้งปวงเหล่าใด  เป็นนาคราชมีพิษร้ายแรง (คือพิษแล่นไปเร็ว)มีพิษ น่าสะพรึงกลัวมีนัยน์ตาเป็นอาวุธ  ดำรงอยุ่ในน้ำ  ดำรงอยู่บนบก  ดำรงอยู่ที่ภูเขา  หรือว่าเที่ยวไปในน้ำ  ขอนาคราชทั้งปวงเหล่านั้น  จงประทานความสวัสดีอัน ประเสริฐ  ความมีอายุ  และความไม่มีโรค  แก่พวงข้าพเจ้าในกาลทุกเมื่อเถิด.....
                   มะหันตา  นาคะสา  นาคา            เวสาลา  สะหะ  ตัจฉะกา
                   กัมพะลัสสะตะรา  จาปิ                เมรุปาทะสิตา  พะลา
(เหล่านาคผู้อาศัยอยู่ในสระน้ำชื่อว่า  นาคสะ  อัสสะตะระนาคราช  จำนวนมาก
พร้อมกับบริวารของท้าวตัจฉกะ  และนาคผู้อาศัยอยู่ในนครเวสาลีและกัมพละ
นาคราช  อัสสตระนาคราช  ผู้มีพละกำลังผู้อาศัยอยู่ที่เชิงเขาสุเมรุ)
                           ยามุนา  ธะตะรัฏฐา  จะ                สัพเพ  นาคา  ยะสัสสิโน
                  เอราวะโณ  มะหานาโค                 โน  กะโรนตุ  อะนามะยัง
(นาคผู้อยู่ในแม่น้ำยะมุนา  และนาคชื่อว่าธตรัฏฐะ  และนาคทั้งหลายทั้งปวง  ผู้มบริวารเป็นจำนวนมาก  และท้าวเอราวัณผู้มีชื่อว่ามหานาค  จงประทานความไม่มโรค  แก่พวกข้าพเจ้าด้วยเถิด.)

ปราสาทหินพนมรุ้งสร้างเพื่อเป็นสถานที่แก่พระศิวะ ผู้ย่ิงใหญ่




 ปราสาทพนมรุ้งเป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่บนเขาพนมรุ้ง  ในเขตอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์  สร้างขึ้นโดยมีรูปแบบของศิลปะเขมรโบราณ  ที่มีความงดงามมากที่สุดแห่ง หนึ่ง ความงดงามและความยิ่งใหญ่ของปราสาทแห่งนี้ปรากฏให้เห็นได้ในรูปของงานสถาปัตยกรรม การจำหลักลวดลายการเลือกทำเลที่ตั้งบนยอดเขามีแผนผังตามแนวแกนที่มีองค์ประกอบของสิ่งก่อสร้าง ต่าง ๆ เรียงตัวกันเป็นแนวเส้นตรงพุ่งเข้าหาจุดศูนย์กลาง คือ ปราสาทประธาน จากงานก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่นี้  ชวนให้เกิดความสงสัยและอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่งว่าคนในสมัยโบราณสร้างปราสาทหลังนี้ขึ้นมาได้อย่างไร
            ปราสาทพนมรุ้ง เป็นที่รู้จักของชาวท้องถิ่นเป็นอย่างดี ดังได้มีนิทานพี้นบ้านเรื่อง "อินทรปรัสถา" กล่าวถึงคู่พระคู่นางซัดเซพเนจรไปจนพบที่พักพิงซึ่งเป็นปราสาทหินอันงดงามรกร้างอยู่ท่ามกลางป่าเขา แต่สำหรับบุคคลภายนอกต่างบ้านต่างเมืองนั้น ปราสาทแห่งนี้รู้จักกันครั้งแรกตามที่มีเอกสารที่มีการกล่าวถึงปราสาทพนมรุ้งเป็นครั้งแรกคือ บันทึก ของนายเอเตียน เอมอนิเยร์ (Etienne Aymonier) ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2428 ตีพิมพ์เป็นบทความใน พ.ศ. 2445
             ปี พ.ศ. 2449 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จมาที่ปราสาทพนมรุ้ง คราวเสด็จมณฑลอีสาทและเสด็จอีกครั้งในปี พ.ศ. 2472 กรมศิลปากร ได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพนมรุ้งเป็นโบราณสถานของชาติประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478
             และปี พ.ศ. 2503-2504 ได้ดำเนินการสำราจปราสาทพนมรุ้งอีกครั้ง ต่อมาใน พ.ศ. 2514 ได้เริ่มดำเนินการบูรณะปราสาทพนมรุ้งด้วยวิธีอนัสติโลซิส (Anastylosis คือ การนำชิ้นส่วนของปราสาทกลับเข้าสู่ตำแหน่างเดิม) เปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ในวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน
            ชื่อของปราสาทพนมรุ้ง เป็นชื่อดั้งเดิมของโบราณสถานแห่งนี้ คำว่า พนมรุ้งปรากฏอยู่ในศิลาจารึก ที่พบที่ปราสาทแห่งนี้จารึกพนมรุ้ง หลักที่ 2 หลักที่ 4 และ K10900 จารึกว่า พนมรุ้งเป็นชื่อเทวสถาน ที่มีขอบเขตกว้างขวาง มีที่ดิน หมู่บ้าน เมือง

ปราสาทแห่งนี้ สร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวาลัยที่ประทับของพระศิวะพระองค์ที่ประทับอยู่บนยอดเขาไกรลาส ดังนั้น การที่ ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นบนยอดเขาพนมรุ้ง จึงเป็นการสะท้อนถึงการนับถือศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกายได้เป็นอย่างดีผ
            อาคารสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ของปราสาทพนมรุ้ง ไม่ได้สร้างขึ้นมาพร้อมกันหมดในคราวเดียว ได้มีการสร้างศาสนสถานเพื่อเป็นศูนย์กลางทางความเชื่อการนับถือศาสนาของชุมชน ขึ้นครั้งแรกในราวพุทธศตวรรษที่ 15 ได้แก่ ปราสาทอิฐ 2 หลัง ที่ปัจจุบันอยู่ในสภาพพังทลายเหลือเพียงฐานและกรอบประตู หลังจากนั้นได้มีการก่อสร้างต่อเนื่องกันมาเป็นลำดับ โดยกษัตริย์ของอาณาจักรเขมรโบราณ หรือผู้นำที่ปกครองชุมชน อันมีปราสาทพนมรุ้งเป็นศูนย์กลาง
            ปราสาทพนมรุ้ง คงมีความสำคัญสืบต่อมาจนถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 (พ.ศ. 1511-1544) พระองค์นับถือศาสนาฮินดูไศวนิกาย เช่นเดียวกับพระราชบิดา (พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ) นอกจากจะมีพระราชโองการให้สร้างจารึกเพื่อสรรเสริญเกียรติคุณของพระราชบิดาแล้วยังทรงถวายที่ดินให้กับเทวสถานใน สมัยนี้เอง เทวสถานบนเขาพนมรุ้ง เป็นศูนย์กลางของชุมชนโดยรอบอย่างแท้จริง ข้อความในจารึกพนมรุ้ง บางหลักแม้จะมีเนื้อความขาดหายแต่ก็ให้ภาพ รวมได้ว่าเทวสถานบนเขาพนมรุ้ง เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพ คือ ศิวลึงค์ มีอาณาเขตกว้าวขวางมีที่ดิน ซึ่งพระเจ้าแผ่นดิน (พระเจ้าวรมันที่ 5 ) และข้าราชการระดับต่าง ๆ ถวายหรือซื้อถวายให้กับเทวสถานพร้อมกับมีพระราชโองการ ให้ปักหลักเขตที่ดินขึ้นกับเทวสถานพนมรุ้งพร้องกับการสร้างเมือง สร้างอาศรมให้กับโยคี และนักพรตด้วย
ในราวพุทะศตวรรษที่ 17 ได้มีการก่อสร้างปราสาทประธานขึ้น จากการศึกษาศิลาจารึกพนมรุ้ง หลักที่ 7 และหลักที่ 9 กล่าวได้ว่าปราสาทประธานสร้างขึ้นในสมัยเรนทราทิตย


       
            มีการนำสิ่งของไปบูชาแต่องค์พระศิวะเทพ เมื่อมีงานประจำปี  โดยมีการจัดขบวนที่ย่ิงใหญ่พร้อมด้วยสิ่งของบรรณาการแก่พระผู้เป็นเจ้าด้วยการจัดขบวน เบื้องล่างของปราสาท  มีการสรงน้ำในสระน้ำของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์  ก่อนจะเข้าสู่ปราสาทเพื่อบวรสรวงแก่องค์มหาเทพพระศิวะ ในปราสาทหินพนมรุ้ง

 ชีวประวัติของนเรนทราทิตย์

ทรงได้ดำเนินการสร้างปราสาทหลังใหญ่ขึ้นประดิษฐานรูปเคารพสร้างงานศิลปกรรมปรากฏเป็นงานจำหลักตามส่วนต่าง ๆ เช่น หน้าบัน ทับหลัง ที่ล้วนแต่แสดงให้เห็นว่า มีความประสงค์ที่จะสร้างเทวสถานแห่งนี้เป้นเทวาลัยของพระศิวะ มีศิวลึงค์เป็นองค์ประธาน และยังมีการนับถือเทพองค์อื่น ๆ แต่อยู่ในสถานะเทพชั้นรอง นอกจากนี้ข้อความที่ปรากฏในจารึกยังแสดงให้เห็นว่า นเรนทราทิตย์ ได้สร้างปราสาทแห่งนี้ เพื่อประดิษฐานรูปของตนเอง หลังจากสิ้นพระชนม์           ความเลือมใส ศรัทธาอันแรงกล้าต่อศาสนา ทำให้ท่านทรงออกบรรพชาถือองค์เป็นนักพรตจวบจนวาระสุดท้าย ข้อความที่ปรากฏในจารึกพนมรุ้ง ทำให้สันนิษฐานได้ว่า ท่านคงเป็นนักพรตในลัทธิไศวนิกาย ตามแบบนิกายปศุปตะที่มีการนับถือกันมาแล้วแต่เดิม โอรสของนเรนทราทิตย์ คือ หิรัณยะ เป็นผู้ที่ให้จารึกเรื่องราวเพื่อสรรเสริญเกียรติคุณของพระบิดาได้ให้ช่างหล่อรูปของนเรนทราทิตย์ด้วยทองคำ
          สิ่งก่อสร้างสมัยสุดท้าย คือ บรรณาลัย และพลับพลา ซึ่งมีการก่อสร้างเพิ่มเติมซ่อมแซมขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724 - 1763 ) มหาราชองค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรเขมร พระองค์ทรงนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน โปรดให้สร้างอโรคยศาล หรือ ศาสนสถานพยาบาล จำนวน 102 แห่ง และที่พักคนเดินทาง จำนวน 121 แห่ง ขึ้นในดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ ตามข้อความที่ปรากฏในจารึกปราสาทตาพรหม และจารึกปราสาทพระขรรค์ ตามลำดับ โบราณสถานดังกว่าวนี้ ที่อยู่ใกล้เคียงปราสาทพนมรุ้ง ได้แก่ กุฏิฤาษีเมืองต่ำ และกุฏิฤาษีหนองบัวลาย ซึ่งเป็นศาสนสถานพยาบาล ปราสาทบ้านบุ เป็นที่พักคนเดินทาง

ประวัติศาสตร์แห่งนครวัต แห่งกัมพูช่าเทวสถานเพื่อพระนารายน์ หรือพระวิษณุเทพ

Bhagavan Vishnu.jpg
นครวัด (เขมรអង្គរវត្ត) เป็นศาสนสถานตั้งอยู่ในเมืองพระนคร จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดยเป็นศาสนสถานประจำพระนครของพระองค์ ตัวเทวสถานได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จนเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันนับตั้งแต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่เดิมนครวัดเป็นเทวสถานของศาสนาฮินดู ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระวิษณุ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นศาสนาพุทธ นครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ตัวเทวสถานถือเป็นที่สุดของสถาปัตยกรรมเขมรสมัยคลาสสิกรุ่งเรือง และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา โดยปรากฏในธงชาติ และเป็นจุดท่องเที่ยวหลักของประเทศ ตลอดจนได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ เมืองพระนคร
ปราสาทนครวัดได้เริ่มสร้างในกลางพุทธศตวรรษที่ 17 ในรัชสมัยของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพื่อบูชาแด่พระวิษณุหรือ พระนารายณ์ ในปี พ.ศ. 1720 ชาวจามได้บุกรุกขอม ทำให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ต้องย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองนครหลวง หรือ เสียมราฐ ในปัจจุบัน หลังจากนั้น พระองค์จึงสร้างเมืองนครธม และ ปราสาทบายน ห่างจากปราสาทนครวัดไปทางเหนือ เพื่อเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของชาวขอม
ในปี ค.ศ. 1586 (พ.ศ. 2129) ได้มีนักบวชจากโปรตุเกส นามว่า อันโตนิโอ ดา มักดาเลนา เป็นชาวตะวันตกคนแรกที่ได้ไปเยือนปราสาทนครวัด แต่ที่จะถือว่าเป็นการเปิดประตูให้แก่ปราสาทนครวัดสู่สายตาชาวโลกนั้น คือการค้นพบของ อองรี มูโอต์ นักสะสมแมลงและนักสำรวจชาวฝรั่งเศส เมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่แล้วมา ที่จริงชาวกัมพูชาไม่เคยละทิ้งนครวัดไปเพราะหลังจากมีการย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่พนมเปญแล้ว ชาวบ้านก็ได้เขาไปตั้งรกรากภายในเขตนครวัดเรื่อยมา ปราสาทนครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างในยุคสิ้นสุดของราชอาณาจักรขะแมร์ โดยมีหินทรายเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก

ขนาดและการก่อสร้าง

Buddhist monks in front of the Angkor Wat.jpg


ปราสาทนครวัดมีขนาดใหญ่มากถึง 200,000 ตารางเมตร ตัวปราสาทสูง 60 เมตร ยาว 100 เมตร และกว้าง 80 เมตร มีแผนผังที่ถือว่าเป็นวิวัฒนาการขั้นสุดยอดของปราสาทขอม มีปราสาท 5 หลังตั้งอยู่บนฐานสูงตามคติของศูนย์กลางจักรวาล มีกำแพงด้านนอกยาวด้านละ 1.5 กิโลเมตร มีคูน้ำล้อมรอบตามแบบ มหาสมุทรบนสวรรค์ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ
ใช้หินรวม 600,000 ลูกบาศก์เมตร ใช้แรงงานช้างกว่า 40,000 เชือก และแรงงากเกนคนนับแสนขนหินและชักลากหินมาจากเขาพนมกุเลน ชึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตร มาสร้าง
ปราสาทนครวัด มีเสา 1,800 ต้น หนักต้นละกว่า 10 ตัน ใช้เวลาสร้างร่วม 100 ปี ใช้ช่างแกะสลัก 5,000 คน และใช้เวลาถึง 40 ปี
หอสูง 60 กว่าเมตรศูนย์กลางของกลุ่มปราสาท อันเปรียบเสมือนศูนย์กลางของจักรวาลนั้น มีทางเดินขึ้นที่ชันมาก ราว 50 องศา แต่ก็กลับเป็นจุดสำคัญที่นักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยจะต้องปีนขึ้นไปและไต่ลงมา ที่จุดบนสุดของหอนี้จะมองเห็นวิวที่สวยสุดของปราสาท

           
                 


วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

รวมการทำบุญตั้งแต่ มกราคมถึงมิถุนายน 2556 ให้ทุกท่านร่วมอนุโมทนาบุญด้วย

1.หล่อพระองค์ปฐมต้น ปางมหาจักรพรรดิ์ กับวัดถ้ำเมืองนะ  ใกล้สนามกล๊อฟยูนิแลนด์ นครปฐม 8 กุมภาพันธ์ 2556
2. หล่อพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ที่โรงหล่อยงค์เจริญ นครปฐม
3. หล่อพระสุวรรณมงคลบพิตร ที่วัดพระปฐมเจดีย์
4. หล่อพระองค์ปฐม กับวัดถ้ำเมืองนะ ที่ลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี
5. หล่อพระองค์ปฐมต้นปางประทับยืน 109 นิ้ว ที่ลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี
6. ร่วมบรูณะโลหะปราสาทแห่งที่สามของโลก แห่งเดียวในเมืองไทย วัดราชนัดดา
7. เป็นเจ้าภาพอุปสมบทหมู่ที่วัดพระปฐมเจดีย์ ประจำปี 2556 ร่วมกับเพื่อน ๆ จำนวน 2 องค์
8. ร่วมหล่อหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ วัดท่าซุง จำนวน 21 องค์
9. ร่วมห่ล่อพระชำระหนี้สงฆ์ พระปางนาคปรก 1 องค์ วัดบ้านน้ำขาว จังหวัดกาญจนบุรี
10. ร่วมหล่อพระในวันวิสาขบูชาที่ท้องสนามหลวง

ขอเชิญทุกท่านร่วมอนุโมทนาบุญน่ะค่ะ ขอบุญรักษา ค่ะ